วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การ์ตูนโดเรม่อน

ตัวละคร                                                


                                                                 Nobita : โนบิตะ
โนบิตะ เป็นตัวละครหลักของเรื่อง เป็นเด็กผู้ชายขี้แยคนนึง เป็นคนไม่เอาถ่าน อ่อนแอ ไม่เคยพึ่งพาตนเอง เรียนหนังสือไม่เก่ง สอบได้ 0 บ่อยๆ มาโรงเรียนสายประจำ ถูกทำโทษบ่อยครั้ง ถือว่าเป็นตัวละครที่แย่มากๆ โนบิตะหลงรักชิซูกะ ซึ่งอยู่ในวัยเดียวกัน มีความหวังที่จะได้แต่งงานด้วยเมื่อเขาโตขึ้น แต่ก็มักจะมีอุปสรรค และมีคู่แข่งหลายคนเนื่องจากชิซูกะ เป็นเด็กน่ารัก และด้วยความอ่อนแอของโนบิตะเอง แต่โนบิตะ ได้เพื่อนรักคือโดเรม่อนคอยช่วยเหลือ ทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้น

                                           




'Shizuka : ชิซูกะ
ชิซูกะ เป็นนางเอกของเรื่อง จัดว่าเป็นตัวละครที่น่ารักมาก เป็นที่หมายปองของเด็กทั่วไป รวมทั้งโนบิตะด้วย ซึ่งเขาหวังจะแต่งงานด้วยในอนาคต ชิซูกะเป็นคนที่ตรงข้ามกับโนบิตะโดยสิ้นเชิง เธอเป็นคนเรียนเก่ง สอบได้คะแนนดีมาก ชอบดนตรี และสิ่งที่ชอบมากที่สุดการได้อาบน้ำ ในอนาคตชิซูกะได้แต่งงานกับโนบิตะจริงๆ แต่โนบิตะในอนาคต เป็นโนบิตะที่เป็นผู้ใหญ่มีความรับผิดชอบ และเป็นคนดีจริงๆ สำหรับชิซูกะ


'Zuneo : ซูเนโอะ
ซูเนโอะ เป็นตัวละครที่ถูกออกแบบให้มีลักษณะเจ้าเล่ห์ คล้ายๆ สุนัขจิ้งจอก ปากแหลม ชอบยุให้ไจแอนท์ รังแกโนบิตะ ซูเนโอะเป็นคนที่ชอบคุยโวโอ้อวด เนื่องจากเป็นคนมีฐานะร่ำรวย สิ่งที่เพื่อนๆ อยากได้ เขามีครบทุกอย่าง มักมีของแพงๆ มาอวดเพื่อนๆ มีญาติพี่น้องที่ค่อนข้างฐานะดี มีชื่อเสียง มักจะหาเรื่องแกล้งโนบิตะบ่อยๆ เนื่องจากเขาเองก็หลงรักชิซูกะด้วยเหมือนกัน




Dekizugi : เดคิซูกิ ไจแอน
เดคิซูกิ เป็นตัวละครที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ตรงกันข้ามกับโนบิตะโดยสิ้นเชิง รูปหล่อ เรียนเก่ง ขยัน อุปนิสัยดี เป็นที่หมายปองของเด็กหญิงทั่วไป เดคิซูกิ ชอบมาติวหนังสือให้กับชิซูกะเสมอ ทำให้โนบิตะต้องอิจฉา นอกจากนี้เขายังเป็นนักกีฬาและเป็นที่รักของคนทั่วไปอีกด้วย แต่บทบาทของเขาจะน้อยกว่าโนบิตะมาก



Dorami : โดเรมี
โดเรมี หุ่นยนต์น้องสาวของโดเรม่อน โดเรมีถูกสร้างขึ้นมาทีหลังโดเรม่อน ถือว่าเป็นรุ่นใหม่กว่า ทำให้มีประสิทธิภาพมากกว่าโดเรม่อน โดเรมี จะมีตัวสีเหลือ หูสีแดง มีกระเป๋าเก็บของวิเศษเหมือนโดเรม่อน แต่มีประสิทธิภาพมากกว่า โดเรมีจะอยู่ในโลกอนาคตมากกว่า ไม่ค่อยปรากฏในโลกปัจจุบัน ยกเว้นในกรณีเหตุการณ์คับขัน ที่โดเรม่อนไม่สามารถแก้ไขได้ โดเรมีก็จะมาคอยช่วยเหลือเสมอๆ


Doraemon : โดเรม่อน
วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2512 เป็นวันที่เริ่มต้นพิมพ์หนังสือการ์ตูนเรื่อง "Doraemon" ในประเทศญี่ปุ่น โดยจินตนาการของนักเขียนชาวญี่ปุ่นสองคน ที่ใช้นามปากการ่วมกัน ว่า ฟูจิโกะ ฟุจิโอะ โดยตัวการ์ตูนจะเป็นเรื่องราวของหุ่นยนต์ในโลกอนาคต ศตวรรษที่ 22 ซึ่งจินตนาการให้เป็นแมวตัวกลมๆ มีความสามารถพิเศษ และกระเป๋าวิเศษที่บรรจุของมากมาย จุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือเด็กผู้ชาย ที่ขี้แย ไม่เอาไหน คนนึง และสอดแทรกคติธรรมเข้าไป ทำให้การ์ตูนเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก

ประวัติ
วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2512 เป็นวันที่เริ่มต้นพิมพ์หนังสือการ์ตูนเรื่อง "Doraemon" ในประเทศญี่ปุ่น โดยจินตนาการของนักเขียนชาวญี่ปุ่นสองคน ที่ใช้นามปากการ่วมกัน ว่า ฟูจิโกะ ฟุจิโอะ โดยตัวการ์ตูนจะเป็นเรื่องราวของหุ่นยนต์ในโลกอนาคต ศตวรรษที่ 22 ซึ่งจินตนาการให้เป็นแมวตัวกลมๆ มีความสามารถพิเศษ และกระเป๋าวิเศษที่บรรจุของมากมาย จุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือเด็กผู้ชาย ที่ขี้แย ไม่เอาไหน คนนึง และสอดแทรกคติธรรมเข้าไป ทำให้การ์ตูนเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก
ชื่อโดราเอมอน มาจากคำว่า...โดราเนโกะ แปลว่า แมวหลงทาง เอมอน เป็นคำเรียกต่อท้ายชื่อของเด็กชายในสมัยก่อน โดราเอมอน เกิดขึ้นโดยความบังเอิญในขณะที่ 2 นักเขียนการ์ตูนชื่อฮิโรชิ ฟูจิโมโต และโมโตโอะ อาบิโกะขณะที่กำลังจินตนาการ สร้างการ์ตูนตัวใหม่ด้วยความลำบาก และกดดัน เนื่องจากเหลือเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงจะถึงกำหนดส่งต้นฉบับ บังเอิญเหลือบเห็นตุ๊กตาของลูกสาว ทำให้นึกต่อไปถึงตุ๊กตา แมว ล้มลุก และกลายเป็นโดราเอมอนในที่สุด
การ์ตูนเรื่องโดเรม่อน มีจุดเด่นในเรื่องของจินตนาการ สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ในโลกอนาคต ที่ผู้อ่านทั่วไปคาดไม่ถึง จากปลายปากกาของ อ. ทั้งสอง ที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมทั้งสอดแทรกศิลปะวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเข้าไปในตัวการ์ตูน แบ่งลักษณะนิสัยของคนออกมาในแต่คาแร็คเตอร์ได้อย่างลงตัว เหมือนกับนำเอาชีวิตจริงของผู้อ่านเข้าไปเกี่ยวข้องกับการ์ตูนด้วย ดังนั้นการ์ตูนเรื่องนี้จึงเป็นที่นิยม อ่านได้ทุกเพศทุกวัย จนทำให้มีการพิมพ์การ์ตูนเรื่องนี้มากมาย สามารถขายได้ถึง 100 ล้านเล่มใน ญี่ปุ่น และแปลเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลก ถึง 9 ภาษา รวมทั้งภาษาไทยอีกด้วย นอกจากการ์ตูนแล้ว โดเรม่อน ถูกสร้างออกมาเป็นภาพยนต์ทางจอเงิน และจอแก้วมากมายหลายตอน โดยฉายครั้งแรกที่ฮ่องกง เมื่อปี พ.ศ. 2524 และฉายที่ประเทศไทยเราครั้งแรก วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2525
ของวิเศษที่โดเรม่อนใช้บ่อยๆ





คอปเตอร์ไม้ไผ่
คัปเตอร์ไม้ไผ่ ทำจากไม้ไผ่ ชื่อภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "Take (ไม้ไผ่) Koputa (คัปเตอร์) " เมื่อจะใช้ก็นำไปวางไว้บนหัวจะทำให้สามารถบินได้ เป็นเครื่องมือที่โนบิตะและโดราเอม่อนใช้เกือบทุกตอนเพราะใช้งานง่ายและไม่ค่อยมีอันตราย สามารถบินได้ในระยะทาง 600 กม. และความเร็วประมาณ 80 กม.ต่อชม. เช่นสามารถใช้บินจากโตเกียวถึงโอซาก้าในเวลาประมาณครึ่งชม.





ประตูสารพัดสถานที่
หากเปิดประตูนี้ออกแล้วพูดชื่อว่าจะไปที่ไหนประตูก็จะเปิดออกไปยังสถานที่นั่นทันที ประตูเป็นประตูไม้ในแบบโบราณ เป็นเครื่องมือที่สะดวกสบายที่สุด ของวิเศษชิ้นนี้ถูกใช้บ่อยๆ ทำให้เราได้เห็นสถานที่ต่างๆ ในการ์ตูนได้มากมายหลายที่ ตามจินตนาการ




ไฟฉายย่อส่วน
รูปร่าง และวิธีใช้คล้าย ๆ กับไฟฉายทั่ว ๆ ไป ใช้สำหรับย่อสิ่งของหรือขยายสิ่งของให้ใหญ่หรือเล็กก็ได้ มีประโยชน์มาก และโดเรม่อนก็นำมาใช้บ่อยๆ อีกด้วย




ไทม์แมชชีน
เครื่องทาม์แม็คชีนเป็นพาหนะที่สามารถใช้เดินทางย้อนเวลาไปอดีต หรือ เดินทางข้ามเวลาไปสู่อนาคตได้ โดยทางเข้าและทางออกจะอยู่ในลิ้นชักโต๊ะในห้องนอนของโนบิตะ โดราเอม่อนและเพื่อนๆ สามารถใช้เดินทางไปอนาคตได้ แต่ว่าเครื่องนี้ก็ไปส่งผิดที่ผิดเวลาบ่อย ๆ
ตอนจบ โดเรมอนว่ากันว่ามีสองแบบ
วันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันธรรมดาทั่ว ๆ ไป โนบิตะกลับมาจาก โรงเรียน ขึ้นไปยังห้องนอน และพบโดเรมอนกำลังนอน หลับอยู่เหมือนปกติ นี่ ! โดเรมอน ตื่นมาเล่นกันเถอะ แต่โดเรมอนก็ยังหลับอยู่ โนบิตะคิดว่าโดเรมอนคงเหนื่อยมาก จึงปลุกไม่ตื่น ดังนั้นโนบิตะจึงออกไปเล่นกับ ชิซูกะ และ เพื่อนคนอื่น หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงโนบิตะกลับมายังบ้าน แต่โดเรมอนก็ยังหลับอยู่ โนบิตะรู้สึกแปลกใจ และพยายามปลุกโดเรมอนแต่ก็ไม่ปฎิกริยาใด ๆ ทั้งสิ้นจากโดเรมอน โนบิตะเริ่มรู้สึกกลัวและเหนื่อยที่จะปลุกโดเรมอน โนบิตะพยายามทำทุกอย่างแต่โดเรมอนก็ไม่ยอมตื่น โนบิตะรู้แล้วว่า มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปและมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โนบิตะเริ่มร้องไห้โฮแต่โดเรมอนก็ไม่ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว และแล้วโนบิตะก็คิดอะไรขึ้นมาได้ 1 อย่าง และกระโดดเข้าไปในโต๊ะที่มีไทม์แมชชีน และ โนบิตะก็ได้ไปในอนาคตเพื่อที่จะพบโดเรมีน้องสาวของโดเรมอน โนบิตะขอร้องให้โดเรมีช่วยและฝืนใจโดเรมีให้กลับมาในปี 1998 หลังจากที่มาถึง โดเรมีก็ได้เข้าไปตรวจสอบในตัวโดเรมอนว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นไม่กี่นาที โดเรมีก็บอกโนบิตะว่า แบตเตอร์รี่หมดโนบิตะถูกทำให้เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นและถามโดเรมีเพื่อความแน่ใจอีกครั้งว่า
แบตเตอรี่หมดหรือ ? อย่างงั้นโดเรมอนก็ไม่เป็นไรสิ ใช่ไหม? ถ้างั้น ช่วยเปลี่ยยแบตเตอร์รี่ใหม่ให้หน่อยทำให้โดเรมอนกลับมามีชีวิตเหมือนเดิม โดเรมีมองมาที่โนบิตะ และสั่นหน้า แล้วพูดว่าฉันควรจะเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ใหม่หรือ โนบิตะจึงถามกลับว่า ทำไมโดเรมีจึงพูดอย่างนั้น โดเรมีจึงตอบ ว่า แบตเตอร์รี่หลักของโดเรมอนอยู่ตรงนี้ ใกล้กับกระเป๋าและก็ถูกใช้หมดแล้ว แต่จริง ๆ แล้วก็ยังมีแบตเตอร์รี่สำรองอยู่ที่หูแต่อย่างทีรู้ ๆ กันอยู่ว่า หูทั้งสองข้างของโดเรมอนถูกหนูกินไปเมื่อหลายปีก่อนดังนั้นตอนนี้จึงไม่มีแบตเตอรรี่สำรอง โนบิตะ จึงถามโดเรมี เธอหมายความว่าไงน่ะ ฉันหมายความว่า ถ้าฉันเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ใหม่โดเรมอนจะสูญเสียความจงจำทั้งหมดเกี่ยวกับโนบิตะตลอดกาล แล้วฉันควรจะเปลี่ยนหรือ อะไรนะ โนบิตะปิดตาแล้วก็ร้องไห้ แต่หลังจากนั้นไม่กี่นาที โนบิตะก็หยุดร้อง และพูดเบา ๆ กับโดเรมีว่า ขอบคุณมาก ผมจะจัดการส่วนที่เหลือเอง เธอควรจะกลับไปยังอนาคตได้แล้วโดเรมีไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ก็เข้าไปกอดโนบิตะ แล้วโดเรมีก็ลาโนบิตะกลับบ้าน หลังจากที่โดเรมีกลับไปแล้ว โนบิตะก็อุ้มโดเรมอนไปไว้บนชั้น
---- หลายปีผ่านไป------------
ในปี 2010 โนบิตะโตเป็นผู้ใหญ่ ตั้งแต่วันนั้น โนบิตะก็เปลี่ยนแปลงและเรียนหนังสืออย่างหนัก และก็ไม่เคยร้องไห้อีก และเขาอยู่โดยไม่มีโดเรมอนโนบิตะบอกชิซูกะ และ เพื่อนๆ ทั้งหลายว่า โดเรมอนต้องกลับไปยังอนาคตและไม่สามารถมา พบเพื่อน ๆ ทั้งหลายได้อีกแล้วชิซูกะประทับใจในตัวโนบิตะที่มีความเปลี่ยนแปลง และต่างจากเมื่อ 10 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิงและทั้งสองก็รักกัน แล้วแต่งงานกัน โนบิตะเป็นนักวิทยาศาสตร์และทำห้องของเขาเป็นห้องทดลอง และเขาก็ได้ตั้งใจทำงานอย่างหนักในงานของเขาและห้ามไม่ให้ชิซูกะ เข้ามายังห้องทดลอง และแล้ววันหนึ่งโนบิตะก็เรียกให้ชิซูกะเข้ามายังห้องทดลอง และมันเป็นครั้งแรกที่ชิซูกะเข้ามายังห้องของสามีของเธอในขณะที่เธอเข้ามายังห้อง เธอถึงกับอึ้งจนพูดอะไรไม่ออกเธอเห็นโดเรมอนเพื่อนเก่าของเธอที่เคยเล่นด้วยกัน ในตอนที่ยังเป็นเด็กโดเรมอนไม่ขยับ และ เหมือนกับกำลังหลับ ดูนี่! ชิซูกะผมจะเสียบปลั๊กแล้วนะโนบิตะเปิดสวิตช์หลัก บนตัวของโดเรมอน โดเรมอนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นเป็นเป็นช่วงที่ ทำให้เข้าใจได้ว่าใครเป็นผู้ที่คิดค้นโดเรมอนขึ้นมาซึ่งก็คือโนบิตะนั่นเอง เขาเรียนอย่างหนัก เพื่อที่ว่าจะได้พบ และพูดคุย กับโดเรมอนเพื่อนรักของเขา ที่มารู้จักกัน แล้วก็จากไป
โนบิตะเป็นผู้หนื่งที่ได้สร้างโดเรมอนขึ้นมาเขาคิดค้นโปรแกรม และโครงสร้างทั้งหลาย สำหรับหุ่นยนต์โดเรมอน โนบิตะและชิซูกะร้องไห้อย่างเงียบ ๆ โดเรมอนก็ลืมตาขี้น และก็พูดว่า โนบิตะนายทำการบ้านเสร็จแล้วหรือ มันเหมือนกับมี ก้อนเมฆสีขาวก้อนเดิม อยู่บนท้องฟ้าช่างเหมือนกับเวลาแห่งความทรงจำในอดีต ที่พวกเขามีร่วมกัน
ตอนจบของโดเรม่อน แบบที่ 2
ตอนจบของเรื่องที่อาจารย์ ฟูจิโกะ และฟูจิโอะร่างไว้เป็น ตอนจบจริงๆของ โดเรมอนไม่ใช่ โดเรมอน กลับอนาคตหรอก... จริงๆแล้วของ original ที่ อ.ฟุจิโกะ เขียนเป็น story board ไว้ก่อนที่จะอ.จากไป วันหนึ่ง ฉากในโรงพยาบาล โนบิตะตื่นขึ้นมา และเจอพ่อกับแม่และเพื่อนๆ ครบทุกคนยืนอยู่รอบเตียง แล้วโนบิตะก็ถามถึงโดเรมอน ทุกคนกลับปฎิเสธว่า ไม่รู้จักและบอกโนบิตะว่า โนบิตะหลับมานานเป็นปีแล้วเนื่องจากไม่สบาย และโนบิตะก็นึกย้อนถึงเรื่องราวเกี่ยวกับโดเรมอน ทั้งการผจญภัยต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงความฝันเท่านั้นโดเรมอน เซวาสึ โดเรมี ล้วนเป็น ความฝันของเขาทั้งสิ้น โนบิตะเป็นเด็กที่ไม่แข็งแรง และไม่มีเพื่อนรักที่ จะอยู่ด้วย เขาต้องนอนโรงพยาบาลตลอดเวลาและเขาก็หลับไป ฉากต่อมา เริ่มที่ พ่อแม่และเพื่อนๆของโนบิตะร้องไห้กันอยู่ในงานศพของ โนบิตะ..เขาจากไปก่อนวัยอันควร..และเรื่องราวทุกอย่างก็จบลง ที่โนบิตะฝันถึงโดเรมอนและอนาคตนั้นเป็นเพราะเขารู้ดีว่า เขาจะต้อง ตายในอีกไม่นาน เขาจึงอยากที่จะมีอนาคตมีเพื่อนรัก มีการผจญภัยสนุกสนาน แต่ฝันของเขาก็ไม่มีวันเป็นจริง... ตลอดไป......
ตอนนี้เป็นเพียงตอนที่ยังไม่ตกลงว่าจะออกพิมพ์หรือทำเป็นภาพยนตร์การ์ตูน แต่อย่างใด เพราะคงไม่มีใครอยากให้จบแบบนี้
ประวัติผู้แต่งประวัติย่อของ อ. ฟูจิโกะ ฟุจิโอะ
ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ เป็นนามปากการ่วม ของ อ. ทั้งสองท่านที่เขียนการ์ตูนเรื่องนี้ คือ
อ. ฟูจิโมโตะ ฮิโรชิ เกิด 1 ธันวาคม 2476 ณ เมือง ทาคาโอกะ โทยามะ
อ. อาบิโกะ โมโตโอะ เกิด 10 มีนาคม 2477 ณ เมือง ไฮโอมิ โทยามะ
อาจารย์ทั้งสอง รู้จักกันมาตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งทั้งสองมีความสนใจในงานเขียนการ์ตูนมาก และได้เขียนการ์ตูนในงานส่งอาจารย์ร่วมกัน จึงกระทั่งถึงชั้นมัธยมศึกษา
ในปีพ.ศ.2495 ท่านทั้งสองได้เปิดตัวหนังสือการ์ตูนเล่มแรกชื่อ "เทนชิโนะ ทามาซัง" สู่สาธารณะชน และเริ่มใช้นามปากกา "ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ"
ในปีพ.ศ.2497 ได้ย้ายไปอยู่ที่กรุงโตเกียว หลังจากนั้น 2 ปี ท่านทั้งสองก็ได้ร่วมกับนักเขียนการ์ตูนท่านอื่น (ฟูจิโอะ อาคัสซูกะ และ ไซโอทาโร่ อีชิโมริ)เปิดบริษัทชื่อ 'ชินแมงกาโตะ' หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่ม ทำการ์ตูนเคลื่อนไหว และ ได้จัดทำ 'สตูดิโอ-ซีโร่'
ในปีพ.ศ.2506 และในปีต่อมา การ์ตูนเรื่อง "โอเบเกะโนะ คิวทาโร่ (ผีน้อยคิวทาโร่)"ที่ใช้นามปากกา "ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ" ก็มีชื่อเสียง และ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย
ท่านอาจารย์ได้เขียนการ์ตูนอย่างจริงจัง จนในที่สุดก็เป็นที่รู้จักกันไปทั้วโลก และ ได้รับรางวัล หลายรางวัลจากการ์ตูนของแก ตัวอย่างการ์ตูนที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายได้แก่ "นินจาฮาโตริ, ปาแมน, ยูเมโบชิ เดงกะ, มาทาโระกาคูรุ, ศาสตราจารย์กอล์เฟอร์ ซารุ และ โดเรม่มอน
ประมาณสิ้นปีพ.ศ.2530 ท่านอาจารย์ทั้งสองก็ได้แยกตัวอิสระและใช้นามปากกาของตัวเอง โดยอาจารย์อ.อาบิโกะ โมโตโอะ ได้ใช้นามปากกา Fujiko Fujio (A) ส่วนอาจารย์ฟูจิโมโตะ ฮิโรชิ ได้เปลี่ยนมาใช้ Fujiko Fujio(F) และ ภายหลังเปลี่ยนมาใช้ Fujiko F. Fujio



    

          อาหารไทยมีชื่อเสียงขจรขจายไกลไปทั่วโลก  ด้วยสีสรรสวยงามตาม
ธรรมชาติ  รสชาติที่กลมกล่อมมีความหวาน เปรี้ยว  เค็มได้ที่  และเผ็ด พอประมาณ
อาหารไทยมากมายหลายชนิด มีการผสมผสานเครื่องปรุง และเครื่องเทศต่างๆ
ของเอเชียเข้าไว้ด้วยกัน  ส่วนในการเพิ่มรสชาติของอาหาร   มีการใช้ทั้งน้ำผลไม้  เช่น  น้ำมะนาว  น้ำมะขาม  และอื่นๆ

           น้ำปลา   น้ำตาลปีบ  กะปิ  น้ำมันหอยช่วยทำให้อาหารมีความกลมกล่อม
มากยิ่งขึ้นส่วนผสมของกะทิที่ปรุงร่วมกับเครื่องแกงต่างๆ ทำให้อาหารไทยมีความ
โดดเด่นในรสชาติ  แตกต่างจากอาหารชาติอื่นๆ และนอกจากนั้น วัฒนธรรมการตกแต่ง
อาหาร  ให้วิจิตรสวยงาม ด้วยศิลปะการแกะสลักผักและผลไม้แสดงออกถึงความ
ประณีตในการรับประทานอาหารของชนชาติไทย
เครื่องเทศ ที่ใช้ในการประกอบอาหารไทยเป็นสมุนไพร
ล้วนๆ ได้แก่   ขิง
ข่า ตะไคร้  มะกรูด  กระชาย หอม
กระเทียม ฯ อาหารไทยจึงเป็นที่ยอมรับ
กันว่าเป็นอาหาร
                  
                  "เพื่อสุขภาพ"  อย่างแท้จริง  
      
เครื่องเทศ


          ภาคกลาง.....ป็นภาคที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำ
ลำธารหลายสายไหลผ่าน ข้าวปลาอาหารจึงอุดมสมบูรณ์เกือบตลอดปี   รวมทั้งมีพืช
ผัก ผลไม้ นานาชนิด   นอกจากนี้ภาคกลางยังเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงมานับหลาย
ร้อยปี   ตั้งแต่สมัยอยุธยา   เรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบันจึงเป็นศูนย
รวมของวัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดต่อ ๆ กันมา ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการค้าขาย 
ข้าวไทย และติดต่อกับต่างประเทศ  มีแขกบ้านแขกเมือง
ไปมาหาสู่อยู่ตลอดเวลาและที่สำคัญที่สุดเป็น
ที่ประทับของในหลวงในรัชกาลต่าง ๆ มีเจ้านาย
หลายพระองค์รวมทั้งแวดวงชาววัง ซึ่งต่างก็
มีส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์อาหารที่เป็น
แบบฉบับของคนภาคกลาง จึงทำให้รสชาติ
ของอาหารภาคนี้ไม่เน้นไปทางรสใดรสหนึ่ง
โดยเฉพาะคือมีรส  เค็ม  เผ็ด  เปรี้ยว  หวาน 

คลุกเคล้าไปตามชนิดต่าง ๆ ของอาหาร
นอกจากนี้มักจะใช้เครื่องปรุงแต่งกลิ่นรส   เช่น พวกเครื่องเทศต่าง ๆ   ใช้กะทิ
เป็นส่วนประกอบของอาหารมากชนิด


           
อาหารภาคอีสาน  (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)......   มีรสชาติเด่น คือ  รสเค็มจาก
น้ำปลาร้า รสเผ็ดจากพริกสด พริกแห้ง รสเปรี้ยวจากผักพื้นบ้าน  เช่น  มะขาม  มะกอก  
อาหารส่วนใหญ่มีลักษณะแห้ง ข้น มีน้ำขลุกขลิก แต่ไม่ชอบใส่กะทิ   คนอีสานใช้ปลาร้า
เป็นเครื่องปรุงอาหารแทบทุกชนิด  เช่นซุปหน่อไม้  อ่อม  หมก  น้ำพริกต่าง ๆ  รวมทั้งส้มตำ
         อาหารอีสานที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย    ได้แก่ ปลาร้าบอง อุดมด้วย พืชสมุนไพร เช่น    ข่า
ตะไคร้ หอมแดง กระเทียม ใบมะกรูด มะขามเปียก
หรืออย่างแกงอ่อม   ที่เน้นการใช้ผักหลายชนิด
ตามฤดูกาลเป็นหลัก  รสชาติของแกงอ่อมจึงออก

รสหวานของผักต่าง ๆ รสเผ็ดของพริกกลิ่นหอมของ
เครื่องเทศ และ ผักชีลาว  หรืออย่างต้มแซบที่มี
น้ำแกงอันอุดมด้วยรสชาติและกลิ่นหอมของของ
ปลาร้าบอง
เครื่องเทศและผักสมุนไพรเช่นกันคนอีสานจะรับประทานข้าวเหนียวเป็นอาหาร
หลักและโดยทั่วไปจะนึ่งข้าวเหนียวด้วยหวดหวด  คือภาชนะที่เป็นรูปกรวย  ทำด้วยไม้ไผ่
ซึ่งจะต้องใช้คู่กับหม้อทรงกระบอก


          อาหารภาคเหนือ......   ส่วนใหญ่รสชาติไม่จัด  ไม่นิยมใส่น้ำตาลในอาหาร
ความหวานจะได้จากส่วนผสมของอาหารนั้นๆ   เช่น  ผัก   ปลา   และนิยมใช้ถั่วเน่า
ในการปรุงอาหารคนเหนือมีน้ำพริกรับประทานหลายชนิด อาทิน้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง
ผักที่ใช้จิ้มส่วนมากเป็นผักนึ่ง
ขนมจีนน้ำเงี้ยวส่วนอาหารที่รู้จักกันดีได้แก่  ขนมจีนน้ำเงี้ยว   
ที่มีเครื่องปรุงสำคัญขาดไม่ได้คือ   ดอกงิ้ว  ซึ่งเป็นดอกนุ่มที่ตากแห้ง  ถือเป็นเครื่องเทศ
พื้นบ้านที่มีกลิ่นหอม  หรืออย่างตำขนุน
แกงขนุน  ที่มีส่วนผสมเป็นผักชนิดอื่น   เช่น
ใบชะพลู ชะอม และมะเขือส้ม
  




                
          ภาคใต้.....   เป็นภาคที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลมากที่สุด   ลักษณะภูมิประเทศ  
เป็นแหลมที่ยื่นลงไปในทะเลผู้คนที่อาศัยในดินแดนแถบนี้จึงนิยมทำการประมง
เพราะมีทรัพยากรในท้องทะเลมากมาย เมื่ออาศัยอยู่ชายทะเลอาชีพเกี่ยวข้องกับทะเล
อาหารหลักในการดำรงชีวิตจึงเป็นอาหารทะเล 

         อาหารส่วนใหญ่ของคนภาคใต
 มักเกี่ยวข้องกับปลาและสิ่งอื่น ๆจากท้องทะเล
อาหารทะเลหรือปลาโดยธรรมชาติจะมีกลิ่น
คาวจัด  อาหารภาคใต้จึงไม่พ้นเครื่องเทศ    
ภาคใต้

โดยเฉพาะขมิ้นดูจะเป็นสิ่งที่แทบจะขาดไม่ได้เลยเพราะช่วยในการดับกลิ่นคาวได้ดีนัก
ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าอาหารปักษ์ใต้จะมีสีออกเหลือง ๆ แทบทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น แกงไตปลา แกงส้ม แกงพริก ปลาทอด ไก่ทอด
ก็มีขมิ้นกันทั้งสิ้น    และมองในอีกด้านหนึ่งคงเป็น
วัฒนธรรมการกินที่ผสมผสานกลมกลืนกันระหว่าง
ชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม
ในภาคใต้นั่นเอง
         เนื่องจากอาหารภาคใต้มีรสจัด อาหารหลาย ๆอย่างจึงมีผักรับประทานควบคู่ไปด้วย
เพื่อลดความเผ็ดร้อนลงซึ่งคนภาคใต้ เรียกว่าผักเหนาะ หรือบางจังหวัดอาจเรียกว่า ผักเกร็ด ผักเหนาะของภาคใต้มีหลายอย่างบางอย่างก็เป็นผักชนิดเดียวกับ ภาคกลาง เช่น มะเขือเปราะถั่วฝักยาว ถั่วพู ฯลฯ แต่ก็มีผักอีกหลายอย่างที่รู้จักกันเฉพาะคนภาคใต้
เท่านั้นการเสิร์ฟผักเหนาะ  กับอาหารปักษ์ใต้  ชนิดของผักจะคล้าย ๆ กันหรืออาจเป็นผัก
ที่ผู้รับประทานชอบก็ได้

ตุ๊กตาเฟอร์บี้ furby สัตว์เลี้ยงหุ่นยนต์สุดไฮเทค ใช้แอพฯ มือถือสั่งการได้


 






เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ childrenstech สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอมfurby.com
         เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ทั่วทั้งโลกต่างฮือฮากับตุ๊กตาหุ่นยนต์ที่ชื่อว่า เฟอร์บี้ (Furby) เพราะเจ้าสัตว์เลี้ยงหุ่นยนต์ชนิดนี้ นอกจากขยับตากับปากได้แล้ว มันยังสามารถเต้นได้อีกด้วย ซึ่งในระยะหลังแม้ข่าวคราวของเจ้าตุ๊กตาเฟอร์บี้ดูจะเงียบหายบ้าง แต่ทางบริษัทผู้คิดค้นคงไม่ยอมปล่อยให้ผลงานชิ้นโบแดงนี้ตายไปจากตลาดของเล่นง่าย ๆ  ดังนั้นพวกเขาจึงทำการยกเครื่องเจ้าเฟอร์บี้ใหม่ให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ก่อนที่จะไปดูข้อมูลของเจ้าตุ๊กตาเฟอร์บี้ฉบับปรับปรุงใหม่นี้ ทีมงานกระปุกดอทคอมจะพาทุกคนไปรู้จักกับความเป็นมาของเจ้าสัตว์เลี้ยงหุ่นยนต์ชนิดนี้กันก่อนนะคะ 

         บริษัท Hasbro ซึ่งเป็นบริษัทผลิตของเล่นรายใหญ่ที่ผลิตของเล่นนานาชนิดส่งขายทั่วโลกได้สร้างความฮือฮาให้กับตลาดของเล่น เมื่อมีการเปิดตัวสัตว์เลี้ยงหุ่นยนต์เสมือนจริง คือ เจ้าเฟอร์บี้รุ่นแรก ในปี 2541 ซึ่งมันมีรูปร่างหน้าตาเหมือนนกฮูก ผสมกับหนูแฮมสเตอร์ มีความสูงประมาณ 5 นิ้ว และมีปฏิกิริยาตอบสนองเหมือนสัตว์เลี้ยงจริง ๆ  และนับว่าการเปิดตัว เฟอร์บี้ ก็ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม เมื่อสามารถสร้างประวัติศาสตร์ในวงการของเล่นด้วยการเป็นของเล่นที่มียอดจำหน่ายสูงสุดถึง 40 ล้านตัวทั่วโลก
 








         ทว่า ในยุคแรก ๆ ตุ๊กตาเฟอร์บี้จะพูดคุยด้วยภาษาเฟอร์บิช (furbish) ซึ่งเป็นภาษาเฉพาะของมันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทำให้ผู้เล่นบางส่วนรู้สึกว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอุปสรรคในการสื่อสารกับเฟอร์บี้เป็นอย่างมาก และเมื่อถึงจุด ๆ หนึ่ง กระแสความนิยมเจ้าตุ๊กตาเฟอร์บี้ก็ค่อย ๆ ลดลง ดังนั้น ทางบริษัท Hasbro จึงได้ทำการพัฒนา และปรับปรุงเจ้าเฟอร์บี้ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ทันสมัยสมัย และตอบสนองต่อผู้เล่นมากขึ้น

         โดยจุดเด่นของตุ๊กตาเฟอร์บี้ในรุ่นใหม่นี้มีการเปลี่ยนจากดวงตาพลาสติก มาเป็นจอ LCD เรืองแสงได้ แต่ยังคงมีเปลือกตาที่เปิดปิดได้เหมือนรุ่นก่อน ขณะที่ขนาดตัวจะใหญ่กว่ารุ่นเก่าเล็กน้อย และมีการติดตั้งจุดเซ็นเซอร์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เฟอร์บี้รุ่นใหม่ยังสามารถรับรู้ และเคลื่อนไหวได้มากกว่ารุ่นเก่า โดยที่ลำตัวตัวของมันจะปกคลุมด้วยขนนุ่ม ๆ มีหู และเท้า เป็นพลาสติก มีจะงอยปากที่เปิดปิดได้พร้อมกับลิ้นไว้รับรู้การป้อนอาหาร

 








         สำหรับผู้ที่มีปัญหากับภาษาเฟอร์บิชในรุ่นเก่า ก็หมดกังวลกับเรื่องดังกล่าวไปได้เลย เพราะเฟอร์บี้รุ่นใหม่นี้จะมีแอพพลิเคชั่นให้ดาวน์โหลดฟรีใน iOS ซึ่งมีทั้งระบบแปลภาษา, ระบบควบคุม และมีระบบสำหรับให้อาหารเฟอร์บี้ด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถใช้แอพพลิเคชั่นใน iPhone หรือ iPad ผ่าน Furby app เพื่อสั่งงานเฟอร์บี้ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เฟอร์บี้รุ่นนี้ไม่มีสวิตช์สำหรับปิดเครื่องเหมือนเช่นเคยเพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงจริง ๆ ซึ่งถ้าเราปล่อยมันทิ้งไว้นาน ๆ เจ้าเฟอร์บี้ก็จะหลับไปเอง และเราก็สามารถปลุกมันได้ด้วยการลูบตัวตามปกติ

         ทั้งนี้ เฟอร์บี้ถือเป็นของเล่นอีกชนิดหนึ่งที่เหมาะสำหรับผู้เล่นในทุกเพศทุกวัย รวมถึงผู้เล่นที่ต้องการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง แต่อาจจะไม่มีเวลาดูแลสัตว์เลี้ยงจริง ๆ ก็สามารถเลี้ยงเจ้าเฟอร์บี้ไว้เป็นเพื่อนแก้เหงาได้ ซึ่งการกลับมาอีกครั้งของเฟอร์บี้รุ่นใหม่นี้ น่าจะถูกใจผู้ที่ชื่นชอบของเล่นที่ผสมผสานเทคโนโลยีอันทันสมัย เพราะสามารถเล่นควบคู่ไปกับแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย สำหรับราคาขายในบ้านเรานั้นอยู่ที่ประมาณ 2,900 บาทไปจนถึง 4,000 บาท


สวนผึ้งShare on facebookShare on twitterShare on email

สวนผึ้ง อำเภอหนึ่งในจังหวัดราชบุรี ดินแดนวัฒนธรรมลุ่มน้ำแม่กลองและสายหมอกแห่งขุนเขาตะนาวศรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางด้านตะวันตกที่มี ภูมิประเทศหลากหลาย จากพื้นที่ที่ราบต่ำ ลุ่มแม่น้ำแม่กลองอันอุดม แหล่งเพาะปลูกพืชผักผลไม้เศรษฐกิจนานาชนิด สู่พื้นที่สูง ทิวเทือกเขาตะนาวศรีทอดตัวยาวทางทิศตะวันตกจรดชายแดนไทย-พม่า มีคำขวัญที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอสวนผึ้งว่า "สาวกะเหรื่ยงเคียงถิ่นตะนาวศรี ลำภาชี แก่งส้มแมวแนวหินผา ธารน้ำร้อนบ่อคลึงตรึงติดตา น้ำผึ้งป่า หวานซึ้งตรึงใจ"
อำเภอสวนผึ้ง เดิมเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอจองบึง เรียกว่า ตำบลสวนผึ้ง มีพื้นที่กว้างขวางมากมาย เต็มไปด้วยป่าไม้ ภูเขา การเดินทางไม่สะดวกนัก ทุรกันดาร ผู้คนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายกระเหรื่อง ต่อมารัฐบาลส่งหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่มาพัฒนาตำบลสวนผึ้งแห่งนี้ในด้านต่างๆ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2511-2514 ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2517 อำเภอจอมบึงถูกประกาศแบ่งพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทยเพื่อตั้งเป็นกิ่งอำเภอ เรียกว่า กิ่งอำเภอสวนผึ้ง และหลังจากนั้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2526 ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอสวนผึ้ง


ดอยตุงShare on facebookShare on twitterShare on email


ดอยตุง เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขานางนอน อยู่ในเขตอำเภอแม่ฟ้าหลวง มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 1,630 เมตร สภาพอากาศเย็นสบาย ดอยตุง เป็นดินแดนแห่งการอนุรักษ์ผืนป่า และอนุรักษ์วัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามอยู่หลายแห่งด้วยกัน เช่น สถูปดอยช้างมูบ อยู่ห่างจากองค์พระธาตุดอยตุงประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นจุดชมวิวทางธรรมชาติที่สวยงามแห่งหนึ่ง ในบรรดาจุดชมวิวอื่นๆ เช่น จุดชมวิวดอยผาฮี จุดชมวิวดอยผาหมี และจุดชมวิวกิโลเมตรที่ 12
ดอยตุง เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอันดับแรกของเมืองเชียงราย มีชื่อเสียงมากด้านความสวยงามของดอกไม้เมืองหนาว โดยเฉพาะ สวนแม่ฟ้าหลวง บนดอยตุงนั้น นับได้ว่าเป็นสวนดอกไม้ที่สวยที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นที่ตั้งของ พระธาตุดอยตุง ซึ่งเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเชียงราย ทั้งยังเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีกุนอีกด้วย
แหล่งท่องเที่ยวบนดอยตุงที่นักท่องเที่ยวขึ้นไปเยี่ยมชมได้แก่ สวนแม่ฟ้าหลวง พระตำหนักดอยตุง พระธาตุดอยตุง สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวงดอยช้างมูบ
การเดินทาง : จากถนนพหลโยธินจากตัวเมืองเชียงรายผ่านอำเภอแม่จัน ก่อนถึงอำเภอแม่สายระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 870-871 จะมีแยกซ้ายมือเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1149 ระยะทางประมาณ 17 กิโลเมตรถึงดอยตุง
ดอยภูคา ประวัติความเป็นมา
ภูมิประเทศ
ประวัติและความเป็นมาของ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีเนื้อที่กว่า 1 ล้านไร่ อยู่ในเขต จ.น่าน บริเวณเทือกเขาดอยภูคา ยอดดอยภูคาคือสัญลักษณ์ของจังหวัดน่าน สูงถึง 1,980 เมตร จากระดับน้ำทะเล ด้วยความสูงและเป็นป่าอันอุดมสมบูรณ์นี่เอง ในบริเวณจึงมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ชุกชุม อีกทั้งเป็นต้นกำเหนิดแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำน่าน ลำน้ำปัว ลำน้ำว้า มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่แสนบริสุทธ์มากมายที่น้อยคนนักจะรู้จัก เช่น น้ำตกภูฟ้า ยอดดอยภูคา ชมพูภูคา น้ำตกศิลาเพชร ถ้ำผาเก้า เต่าร้างยักษ์(ปาล์มดึกดำบรรพ์) บ่อเกลือ และจุดชมวิวหลายแห่ง
สภาพภูมิอากาศ
โดยทั่วไปที่อุทยานฯดอยภูคามี 3 ฤดู คือ ฤดูฝน ตั้งแต่ พฤษภาคม - ตุลาคม; ฤดูหนาว ตั้งแต่ พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์; ฤดูร้อนเป็นช่วงสั้นๆ ตั้งแต่ มีนาคม - เมษายน
ลักษณะพรรณพืช   มอสและเฟริน์
ป่าดอยภูคา คือ แหล่งรวมหลายชนิดของป่า เช่น ป่าดงดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง
ต้นชมพูภูคา เป็นพรรณไม้หายากและใกล้จะสูญพันธุ์ ในประเทศไทยจะพบได้ที่นี่เพียงแห่งเดียว ต้นชมพูภูคาเป็นไม้ขนาดใหญ่ ในป่าดงดิบเขาที่เวลาออกดอก ดอกจะมีความสวยงามกว่าดอกไม้ในป่าดงดิบเขาชนิดอื่นๆ
เต่าร้างยักษ์ เป็นปาล์มพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งค้นพบ เป็นแห่งแรกหายาก และใกล้จะสูญพันธุ์ ชึ้นกระจัดกระจาย บนเทือกเขาหลวงพระบางระดับสูง (บริเวณดอยภูคาจังหวัดน่าน) เพียงแห่งเดียวและคาดว่ายังหลงเหลือบ้าง ในป่าดิบเขาที่ยังไม่ถูกรบกวนมากในฝั่งลาวของเทือกเขาหลวงพระบาง ต้นเต่าร้างยักษ์จะขึ้นตามไหล่เขาที่ลาดชัน
ต้นเมเปิ้ล ที่พบที่นี่จะแตกต่างจากต้นเมเปิ้ลที่อื่น คือ มีใบ 5 แฉก เมเปิ้ลที่พบที่อื่นจะมีใบ 3 แฉก
 สถานที่ท่องเที่ยวท่องเที่ยวท่องเที่ยว
 เทือกเขาเขียวชอุ่ม 
ท่องเที่ยว
 สถานที่ท่องเที่ยวท่องเที่ยวท่องเที่ยว
 สภาพป่าดงดิบ 
ท่องเที่ยว
 สถานที่ท่องเที่ยวท่องเที่ยวท่องเที่ยว
 แมลงกับดอกไม้, ถ่ายบนสวนดอกไม้ที่ทำการอุทยานฯ 
ท่องเที่ยว
 สถานที่ท่องเที่ยวท่องเที่ยวท่องเที่ยว
 เทือกเขาสลับซับซ้อนตลอดทางไปอุทยานฯ 
ท่องเที่ยว